ปิดฉากคดีดัง "หมอประกิตเผ่า-เปมิกา" หลังศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จำคุกน.ส.เปมิกา วีรชัชรักษิต ฐานฉ้อโกงทรัพย์และฐานพยายามฉ้อโกง รวม 10 กระทง เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน ส่วนเพื่อนในกลุ่มอีก 3 คน คนละ 3 ปี ปรับคนละ 27,000 บาท แต่โทษจำให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมทั้งให้ทั้ง 4 คนชดใช้เงินให้กับนพ.ประกิตเผ่า จำนวน 8,165,387 บาท แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวเบี้ยวไม่ยอมมาศาล จึงถูกออกหมายจับและริบเงินประกัน 1 ล้านบาท ด้านทนายเผยไม่สามารถติดต่อได้ แต่ทราบว่าน.ส.เปมิกาไม่ได้อยู่เมืองไทย โดยไปอยู่กับสามีชาวต่างชาติ ในต่างประเทศ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 มิ.ย. ที่ห้องพิจารณา 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.4543/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และรศ.เพลินจิต ทมทิตชงค์ มารดาของนพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ เจ้าของสถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ ฟิสิกส์ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องน.ส.เปมิกา หรือศิวพร วีรชัช รักษิต หรือเหลืองเรณูกุล อายุ 34 ปี อดีตเพื่อนสาวคนสนิทของนพ.ประกิตเผ่า พร้อมด้วยน.ส.ฤทัย หรือแนน รุ่งสิริเมธากุล อายุ 32 ปี นายณัฐพล หรือภาสยภูริณฐ์ หรือตั้ม พรมประไพ อายุ 37 ปี และนายวทัญญู หรือปุ้ย ตันธีระพงศ์ อายุ 36 ปี เพื่อนนักศึกษาของน.ส.เปมิกา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้มีเพียงนาย ณัฐพลและนายวทัญญู ที่ตกเป็นจำเลยที่ 3-4 เดินทางมาศาล ขณะที่ฝ่ายรศ.เพลินจิต มารดาของนพ.ประกิตเผ่า โจทก์ร่วม ไม่ได้เดินทางมาศาลแต่มีผู้รับมอบอำนาจมาแทน ส่วนน.ส.เปมิกาไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา มีเพียงนายอภิชาติ จรสาย ทนายความเดินทางมาแทน กระทั่งถึงเวลาศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาใจความโดยสรุปว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2550 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือน ต.ค. 2549 - ก.พ. 2550 นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีความผิดปกติทางด้านภาวะจิตใจ ได้หลงเชื่อการสร้างสถานการณ์ของจำเลยที่ 1-4 ให้เข้าใจว่าตัวเองสามารถนั่งสมาธิจนสำเร็จฌานขั้นสูง ระลึกชาติถอดจิตได้
และหลอกลวงว่า น.ส.เปมิกา จำเลยที่ 1 และนพ.ประกิตเผ่า เคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน 99 ภพชาติที่ผ่านมา มีหนี้กรรมต้องชดใช้ในชาตินี้ น.ส.เปมิกาให้ผู้เสียหายซื้อรถยนต์โตโยต้า คัมรี่ สีดำ มูลค่า 1,569,000 บาท พร้อมมอบเงิน 980,000 บาท ซื้อแผ่นป้ายทะเบียนเลขสวย ส 9999 และยังให้ซื้อนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ กับทรัพย์สินอื่นรวม 10 รายการ มูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น 9,658,000 บาท หลังถูกจับจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี จนเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2553 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุก น.ส.เปมิกา จำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกงทรัพย์ และฐานพยายามฉ้อโกง รวม 10 กระทง เป็นเวลา 54 เดือน หรือ 4 ปี 6 เดือน
ส่วน จำเลยที่ 2-4 ให้จำคุก ฐานสนับสนุนฉ้อโกงและฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฉ้อโกง คนละ 10 กระทง รวมจำคุกคนละ 34 เดือน 60 วัน หรือคิดเป็น 3 ปี และปรับคนละ 27,000 บาท แต่จำเลยที่ 2-4 ประกอบอาชีพการงานมั่นคง และไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน พฤติการณ์เป็นเพียงผู้สนับสนุน โทษจำคุกจึงเห็นสมควรให้รอลงอาญาคนละ 2 ปี และให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันคืนทรัพย์สินจำนวน 8,035,387 บาท คืนแก่นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายด้วย ต่อมาทั้ง 4 ยื่นอุทธรณ์
ต่อมา เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2556 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดมาตรการหากจำเลยที่ 2-4 ไม่ชำระค่าปรับนั้น เห็นควรแก้เป็นว่าหากจำเลยที่ 2-4 ไม่ชำระค่าปรับ คนละ 27,000 บาท ก็ให้กักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.29 และ 30 และแก้ยอดเงินที่ให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้เงินคืนเป็น 8,395,387 บาท
ศาล ฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า นพ.ประกิตเผ่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกน.ส. เปมิกาจำเลยที่ 1 กับพวก หลอกลวงให้มอบทรัพย์หลายรายการ ทั้งบ้าน รถยนต์ นาฬิกา ค่าเช่าที่พักอาศัย บอดี้การ์ด และเงินสด โดยอ้างเรื่องการระลึกชาติ ซึ่งเป็นการฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอทางจิตใจของผู้เสียหายที่ 1 เห็นควรให้แก้ข้อกฎหมายให้ถูกต้อง และแก้ไขในส่วนของการชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม และผู้เสียหายให้ตรงตามค่าเสียหายที่แท้จริง พิพากษาแก้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฉ้อโกง โดยอาศัยความอ่อนแอทางจิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (2) ประกอบมาตรา 80 ส่วนจำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนฉ้อโกง โดยอาศัยความอ่อนแอทางจิต และ ให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ ผู้เสียหายที่ 1, 2 และโจทก์ร่วม จำนวน 8,165,387 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวันนี้น.ส.เปมิกา จำเลยที่ 1 หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลได้ออกหมายจับและสั่งปรับนายประกันจำนวน 1 ล้านบาท
ด้านนายอภิชาติ ทนายความน.ส.เปมิกา เปิดเผยว่า ตนไม่สามารถติดต่อกับน.ส.เปมิกาได้ เพราะช่วงหลังน.ส.เปมิกาไปใช้ชีวิตครอบครัวกับแฟนที่เป็นชาวต่างชาติ สำหรับการชดใช้ทรัพย์สินคืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 8 ล้านกว่าบาทนั้น จำเลยที่ 2-4 จะต้องมี ส่วนร่วมชดใช้ด้วยตามคำพิพากษา ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
แหล่ง: www.khaosod.co.th
