สดจากสนามข่าว
เรื่อง/ภาพ อดิษัยต์ พรวนพิมพ์ สมศักดิ์ ชฏารัตน์ อดิศร จิตตเสวี
เช้าวันที่ 13 พ.ค. นายชัยพร พวงลุน อายุ 25 ปี อาชีพนักฟุตบอลอิสระ พร้อมมารดา กระหืดกระหอบขึ้นโรงพักอุดมสุข ก่อนแจ้งว่า น.ส.อัญชลี หรือ อัน เทียนนาค อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64/4 หมู่ 13 ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรี ขันธ์ อาชีพพนักงานแนะนำสินค้าเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย "สก๊อต" ในห้างดังย่านบางนาซึ่งเป็นแฟนสาว
ถูกคนร้ายฆ่าตายภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งภายในโครงการ 1 อาคารเอ ชั้น 5 ห้อง 3/206 ถนนรามคำแหง 2 ซอย 23 แยก 7 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา
ภายหลังรับแจ้ง ร.ต.อ.วิโรจน์ สุชาติ รอง สว.(สอบสวน) สน.อุดมสุข จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อม พ.ต.อ.ทวีรัชต์ ศรีธวัชพงศ์ รอง ผบก.น.4 รรท.ผกก.สน.อุดมสุข พ.ต.ท.สมชัย อนิวัตกูลชัย รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม สว.สส. แพทย์นิติเวช ร.พ.ตร. เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุเป็นคอนโดฯ สูง 10 ชั้น บริเวณชั้น 5 ภายในห้องพักดังกล่าวพบศพน.ส.อัญชลี นอนเสียชีวิตบนเตียงนอนสภาพศพนอนหงาย สวมเสื้อกล้ามสีม่วง กางเกงขาสั้นสีเขียว นอนจมกองเลือด
ตรวจสอบตามร่างกายพบมีรอยถูกแทงด้วยของมีคมที่บริเวณหน้าอก 5 แผล บริเวณลำคอมีรอยเขียวช้ำ จากการตรวจสอบภายในไม่พบร่องรอยการต่อสู้ และอาวุธมีดที่ใช้ในการก่อเหตุ
นอกจากนี้ ยังพบรอยเลือดและร่องรอยการรื้อค้นกระเป๋าสะพายข้างที่วางอยู่ปลายที่นอน และสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นเอ 8 และรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแอททราจ สีไทเทเนียม หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ย 8592 กรุงเทพมหานคร ที่เพิ่งซื้อมาได้เพียง 1 เดือน ซึ่งจอดไว้ด้านล่างอาคารหายไป
จากการสอบปากคำนายชัยพร แฟนหนุ่มให้การว่า ก่อนเกิดเหตุพาผู้ตายไปหามารดาของตน แถวม.ราม 2 เมื่อตอนบ่ายวันที่ 12 พ.ค. และออกไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนตอน 17.00 น. ก่อนจะแยกย้ายไปฉลองที่ได้รับชัยชนะ แต่ผู้ตายขอตัวกลับที่พักก่อน จนเวลา 03.00 น. โทร.หาผู้ตายแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเดินทางมาที่ห้องด้วยความเป็นห่วง พบว่าประตูถูกล็อกจากด้านนอก
"ผมไขห้องเข้าไปพบร่างแฟนสาวนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง แต่พอเปิดผ้าห่มดูผมถึงกับช็อก เมื่อรู้ว่าแฟนถูกฆ่าตายแล้ว เพราะมีเลือดจำนวนมากตรงหน้าอก ตอนนั้นตกใจมากทำอะไรไม่ถูก คุมสติแทบไม่อยู่ ได้แต่รีบวิ่งออกมาจากห้อง กลับมาบ้านมานั่งร้องไห้เสียใจกระทั่งเช้า พอแม่จะออกไปขายของลงมาเจอเลยถามจนรู้ทราบเรื่อง ก่อนพามาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์" นายชัยพรกล่าวด้วยน้ำเสียงปนสับสน
ต่อมา นางละไม ท้ายทอง อายุ 56 ปี มารดาผู้ตายซึ่งเดินทางมาหลังได้รับแจ้งเหตุร้าย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนมีลูกทั้งหมด 4 คน น้องอัน เป็นลูกคนที่ 3 ปกติน้องอันมีนิสัยร่าเริง พูดเก่งและเป็นที่รักของเพื่อนๆ โดยเมื่อปลายเดือนเม.ย. ลูกสาวเดินทางมาเยี่ยมตนที่บ้านย่านวัดเสาธงกลาง และบอกว่าจะซื้อแอร์มาติดให้ที่บ้าน คุยกันครั้งสุดท้ายทางโทรศัพท์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลูกสาวก็พูดจาตามปกติ ไม่ได้มีเรื่องหรือปัญหาอะไรปรึกษาตน
จนมาทราบว่าลูกสาวถูกแทงเสียชีวิตภายในห้องพักดังกล่าว
ตอนแรกเจ้าหน้าที่สงสัยพฤติกรรมของนายชัยพร แฟนหนุ่ม ที่อ้างว่าเป็นผู้พบศพคนแรก แต่กลับไม่ยอมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ วิ่งกลับบ้านไปเลย แต่เมื่อสอบสวนปากคำอย่างละเอียด ก็ไม่พบพิรุธอย่างอื่น ทำให้พอเชื่อได้ว่าเจ้าตัวน่าจะช็อกที่เห็นศพแฟนสาว จนสติแตกทำอะไรไม่ถูกจริงๆ ตามที่ให้การไว้ เจ้าหน้าที่จึงมาตรวจสอบบรรดาผู้ที่พักอยู่ข้างๆ ห้อง
ก่อนจะพบว่า มีนายโอ(นามสมมติ) อายุ 16 ปี ที่พักอยู่ห้องติดกับผู้ตายหายตัวไป
เมื่อตรวจสอบประวัตินายโอก็พบว่า เคยถูกจับและถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจฯมาแล้วหลายรอบ อีกทั้งพบมีประวัติติดยาเสพติดอย่างหนักด้วย
พนักงานสอบสวนไม่รอช้า รีบรวบรวมหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พร้อมประสานกับตำรวจในพื้นที่ เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี
ตำรวจกดดันอย่างหนัก ทั้งการระดมติดตามไล่ล่า และใช้วิธีกดดันผ่านทางญาติพี่น้อง ในที่สุดหลังผ่านไปไม่นาน ตี 1 วันที่ 14 พ.ค. นายโอก็เข้ามามอบตัวกับตำรวจที่ สน.อุดมสุข พร้อมด้วยรถเก๋งของผู้ตาย ก่อนยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง
แม้นายโอจะรับสารภาพ แต่ก็สร้างความสับสน ด้วยอ้างว่ารู้จักและคบหากับผู้ตายมานานกว่า 1 ปี ต่อมารู้ว่าผู้ตายไปมีผู้ชาย คนใหม่จึงเดินทางมาจากจ.บุรีรัมย์ เมื่อ 5 วันก่อน และมาพักอยู่กับพี่สาวที่ข้างห้อง ด้วยความแค้นวันเกิดเหตุปีนระเบียงหลังห้องที่อยู่ติดกันเข้าไปพร้อมมีดปอกผลไม้
ลงมือก่อเหตุแทงจนหญิงสาวเสียชีวิต จากนั้นได้รื้อค้นหาทรัพย์สิน แล้วขับรถยนต์ผู้ตายกลับไปบ้านเกิดที่ จ.บุรีรัมย์ ต่อมาถูกครอบครัวเกลี้ยกล่อมให้เข้ามอบตัว เลยย้อนกลับมามอบตัวกับตำรวจ ส่วนสร้อยคอทองคำและโทรศัพท์มือถือได้นำไปขายเอาเงินไปใช้เที่ยวเตร่จนหมดแล้ว
อ้างเหตุมั่วไปหมด แต่สุดท้ายเมื่อถูกสอบโดยเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ เจ้าตัวก็รับว่าไม่เคยรู้จักผู้ตาย ก่อเหตุแค่ต้องการชิงทรัพย์เท่านั้น
อีกหนึ่งชีวิตที่ต้องสูญเสีย จากผลพวงของยาเสพติด
แหล่ง: www.khaosod.co.th

