การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2015-16 รอบชิงชนะเลิศ ที่สนามซาน ซิโร่ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ศึกของ 2 ทีมจากสเปนเจอกันเอง “ออล-สแปนิช ไฟนัล” และยังเป็นศึกมาดริดดาร์บี้แมตช์ “ราชันชุดขาว”เรอัล มาดริด เจ้าของแชมป์ 10 สมัย พบกับ “ตราหมี”แอตเลติโก มาดริด ที่กำลังล่าแชมป์สมัยแรกมาให้ได้
สำหรับผู้เล่นตัวจริงนัดนี้ มาดริดใช้ระบบ 4-3-3 เคย์เลอร์ นาบาส - ดาเนียล คาร์บาฆัล, เซร์คิโอ รามอส(กัปตันทีม), เปเป้, มาร์เซโล่ - ลูก้า โมดริด, คาเซมิโร่, โทนี่ โครส - แกเร็ธ เบล, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า
ส่วนแอตฯมาดริดมาในแผน 4-4-2 ยาน โอบลาก - ฆวนฟราน ตอร์เรส, สเตฟาน ซาวิช, ดิเอโก้ โกดิน, ฟิลิเป้ ลุยส์ - ซาอูล ญิเกซ, กาบี้ เฟร์นานเดซ(กัปตันทีม), ออกุสโต้ เฟร์นานเดซ, โกเก้ - อ็องตวน กริซมัน, เฟร์นานโด ตอร์เรส
เริ่มเกมมา 6 นาที เรอัลหวิดได้ประตูนำ จากฟรีคิกทางฝั่งซ้าย แกเร็ธ เบล เปิดเข้าไปหน้าประตูให้ คาเซมิโร่ เหยียดขาพยายามเปลี่ยนทางบอล แต่ไปตรงตัว ยาน โอบลาก เซฟไว้ได้
นาที 15 มีประตูแรกเกิดขึ้น จากฟรีคิกฝั่งซ้าย โทนี่ โครส เปิดเข้าเขตโทษให้ แกเร็ธ เบล โหม่งเช็ดต่อไปยังปากประตู เซร์คิโอ รามอส ถึงบอลก่อนใครและจิ้มลอดหว่างขาผู้รักษาประตูเข้าสู่ก้นตาข่าย “ราชันชุดขาว” ออกนำ 1-0
จากนั้นทั้งคู่พยายามครองบอลให้เหนียวแน่น พร้อมหาจังหวะเจาะเมื่อสบโอกาส แต่สุดท้ายก็ทำอะไรกันไม่สะดวกนัก จบครึ่งแรก “ราชันชุดขาว” จึงนำก่อน 1-0
ครึ่งหลังแอตฯมาดริดแก้เกมก่อน โดยถอด ออกุสโต้ เฟร์นานเดซ แล้วส่ง ยานนิก แฟร์เรร่า คาร์รัสโก้ ลงมาเสริมเกมรุก
จากนั้นเริ่มครึ่งหลังมาไม่ถึงนาที แอตฯมาดริดได้จุดโทษ เปเป้ เข้าบอลพลาดไปชน เฟร์นานโด ตอร์เรส ล้มในเขตโทษ อ็องตวน กริซมัน สังหารด้วยซ้ายเข้าตรงกลางไปชนคานอย่างจัง ทั้งที่นายทวารอย่าง เคย์เลอร์ นาบาส พุ่งไปทางซ้ายมือตัวเองแล้ว
นาที 52 เรอัลต้องปรับทัพบ้าง ดาเนียล คาร์บาฆัล เกิดได้รับบาดเจ็บ ต้องออกจากสนามให้ ดานิโล่ ลงมาคุมเกมรับทางริมเส้นแทน
นาที 54 แอตฯมาดริดหวิดได้ประตูอีก จากจังหวะชุลมุนหน้าประตู สเตฟาน ซาวิช สบโอกาสยืดขาแปหลุดกรอบไปนิดเดียว
นาที 70 โอกาสทองของเรอัลหลุดลอยไปแบบน่าเสียดาย ลูก้า โมดริช ดีดทะลุแนวรับให้ คาริม เบนเซม่า หลุดมาทางฝั่งขวาแล้วทางเปิดโล่งจนได้กระชากเข้าเขตโทษก่อนยิงเหน่งๆ แต่กลับสังหารไม่คมไปตรงตัว ยาน โอบลาก
นาที 72 มาดริดส่ง อิสโก้ ลงมายืนแดนกลางแทน โทนี่ โครส
นาที 73 ฟิลิเป้ ลุยส์ ปะทะกับ เปเป้ จนฝ่ายหลังล้มลงไป ลุยส์จึงก้มลงไปใช้มือแปะหน้าคู่กรณีเบาๆ แต่เปเป้กลับออกอาการดีดดิ้นราวถูกน้ำร้อนลวกทันที เดชะบุญที่ผู้ตัดสินไม่บ้าจี้ลงโทษลุยส์แต่อย่างใด
นาที 77 คาริม เบนเซม่า ถูกถอดมาพัก โดยเรอัลส่ง ลูคัส บาซเกซ ลงมาแทน
นาที 78 เรอัลน่าได้อีกประตูอย่างยิ่ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สบโอกาสยิงในเขตโทษถูก ยาน โอบลาก พุ่งออกมาบล็อกไว้ได้ แต่บอลยังป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตู ก่อนจะเป็น แกเร็ธ เบล ที่เก็บได้ จากนั้นจึงล็อกหลบนายทวารแล้วยิง ก็ยังถูกแนวรับคู่แข่งสกัดออกมาจากปากประตูอีก
นาที 79 กลายเป็นแอตฯมาดริด ที่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะตักบอลโด่งไปทางฝั่งขวา ฆวนฟราน สปีดขึ้นมาเปิดจังหวะเดียวเข้าหน้าประตูถึง ยานนิก แฟร์เรร่า คาร์รัสโก้ พุ่งเข้าชาร์จตุงตาข่ายแบบเด็ดขาด
จากนั้นเกมยังห้ำหั่นกันแบบดุเดือด แต่สุดท้ายไม่อาจพังตาข่ายกันได้อีก จบ 90 นาทีจึงเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาออกไป 30 นาที
ครึ่งแรกของการต่อเวลาก็ยังไม่มีฝ่ายไหนยิงกันได้เช่นกัน เสมอกัน 1-1 ต่อไป
ครึ่งหลังของการต่อเวลานาที 108 แอตฯมาดริดเปลี่ยน ฟิลิเป้ ลุยส์ ที่มีอาการเจ็บออกมา แล้วส่ง ลูคัส เอร์นานเดซ ลงมาแทน
นาที 116 “ตราหมี” ต้องเปลี่ยนตัวสำรองคนสุดท้าย โกเก้ ที่มีอาการเจ็บต้องถูกถอดออก พร้อมส่ง โธมัส พาร์เตย์ ลงสนาม
จากนั้นทั้งคู่ยังคงห้ำหั่นกันสนุก แต่ไม่อาจหาทางเจาะกันและกันได้ ครบ 120 นาทีจึงเสมอกัน 1-1 ต้องวัดถึงการดวลจุดโทษ
ผลการเสี่ยงทายเป็นมาดริดที่ยิงก่อน ลูคัส บาซเกซ ยิงด้วยเท้าขวาไปทางมุมขวามือตัวเอง โดยปล่อยให้ ยาน โอบลาก ชะงักหลงทาง เรอัลนำ 1-0
คนแรกของแอตฯมาดริด อ็องตวน กริซมัน ยิงด้วยซ้ายเสียบมุมซ้ายมือ ขณะที่ เคย์เลอร์ นาบาส พุ่งไปอีกด้าน แก้ตัวได้สำเร็จพร้อมทำให้สกอร์กลับมาเสมอกัน 1-1
คนที่ 2 ของเรอัล มาร์เซโล่ กดด้วยซ้ายไปทางขวามือ ยาน โอบลาก พุ่งถูกทางแต่ไม่ถึง สกอร์นำอีกครั้ง 2-1
คนที่ 2 ของแอตฯมาดริด กาบี เฟร์นานเดซ กดด้วยขวาเสียบมุมซ้ายมือบนอย่างเฉียบขาด เคย์เลอร์ นาบาส พุ่งไปอีกด้าน สกอร์เท่ากัน 2-2
คนที่ 3 ของเรอัล แกเร็ธ เบล ยิงด้วยซ้ายไปทางขวามือ ยาน โอบลาก ชะงักหลงทางเลยไม่ได้พุ่งไป เรอัลนำอีกหน 3-2
คนที่ 3 ของแอตฯมาดริด ซาอูล ญิเกซ ยิงด้วยซ้ายเสียบมุมซ้ายมือล่าง เคย์เลอร์ นาบาส พุ่งผิดทาง ตีเสมอ 3-3
คนที่ 4 ของเรอัล เซร์คิโอ รามอส แปด้วยขวาเข้าทางขวามือ ปล่อยให้ ยาน โอบลาก ขยับไปอีกด้าน เรอัลขึ้นนำ 4-3
คนที่ 4 ของแอตฯมาดริด ฆวนฟราน ตอร์เรส ยิงด้วยขวาพุ่งเรียดไปชนเสาซ้ายมือทั้งที่ เคย์เลอร์ นาบาส พุ่งไม่ถึงแล้ว สกอร์จึงยังเป็น 4-3
คนที่ 5 ของเรอัล ถ้าเข้าจะชนะทันที โดยเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงด้วยขวาเข้าทางขวามือของตัวเอง ยาน โอบลาก ขยับไปผิดทาง “ราชันชุดขาว” จึงชนะในการดวลจุดโทษไป 5-3 คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 11
ขณะที่ ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือ “ราชันชุดขาว” กลายเป็นคนที่ 7 ที่คว้าแชมป์แชมเปียนส์ ลีก ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีมต่อจาก มิเกล มูนญอซ, โจวานนี่ ตราปัตโตนี่, โยฮัน ครัฟฟ์, คาร์โล อันเชล็อตติ, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด และโจเซป กวาร์ดิโอล่า
แหล่ง: www.khaosod.co.th





